US คู่มือขอวีซ่าอเมริกา จับมือทำทีละขั้น ตั้งแต่เริ่มจนได้วีซ่า
💗

วีซ่าคู่หมั้น (K-1)

Fiancé(e) Visa (K1)

วีซ่า K-1 สำหรับคู่หมั้นของพลเมืองอเมริกัน โดยฝ่ายอเมริกันต้องยื่นคำร้อง I-129F ต่อ USCIS ก่อน เมื่อได้รับอนุมัติจึงเข้าสู่กระบวนการที่สถานทูต ต้องแต่งงานภายใน 90 วันหลังเข้าสหรัฐฯ

เหมาะกับ: คู่หมั้น/คู่รักของพลเมืองสหรัฐฯ ที่วางแผนแต่งงานและอาศัยในสหรัฐฯ

คำนวณค่าใช้จ่าย
ค่าธรรมเนียม MRV
$265.00
ค่า I-129F $675 (ฝ่ายอเมริกันจ่าย) + ค่าธรรมเนียมวีซ่า K $265
ระยะเวลาที่อยู่ได้
90 วันสำหรับแต่งงาน จากนั้นปรับสถานะเป็น Green Card
อายุวีซ่า
ใช้ได้ครั้งเดียวภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ออก
เวลาดำเนินการ
10–18 เดือน (รวมทุกขั้นตอน)

ขั้นตอนทั้งหมด 16 ขั้น

เรียงตามลำดับที่ต้องทำ

1. วางแผนก่อนเริ่ม
1

เข้าใจวีซ่าอเมริกา และภาพรวมทั้งกระบวนการ

ก่อนกรอกอะไรทั้งสิ้น ต้องเข้าใจก่อนว่ากำลังจะเจอกับอะไร — ขั้นตอนจริงมี 7 ขั้น ใช้เวลารวม 2–4 เดือน และต้องจ่ายเงินก่อน…

2

เช็คคุณสมบัติ และเข้าใจกฎ 214(b) ที่ตัดสินทุกอย่าง

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดูว่าคุณรวยแค่ไหน แต่ดูว่าคุณมีเหตุผลให้กลับไทยหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมคำตอบตั้งแต่วันนี้

3

รวบรวมข้อมูลก่อนกรอก DS-160 (เช็กลิสต์ครบทุกช่อง)

DS-160 มีประมาณ 20 ส่วน ถ้าคุณต้องหยุดไปหาข้อมูลกลางทาง ระบบจะ timeout ใน 20 นาที และคุณจะเสียสมาธิ

4

คู่หมั้น: เริ่มจาก I-129F ที่ฝ่ายอเมริกันยื่นให้

ฝ่ายที่เป็นพลเมืองสหรัฐฯ ยื่น I-129F เมื่ออนุมัติแล้วเรื่องจะไปที่สถานทูตเพื่อออกวีซ่า K-1

2. ใบสมัคร DS-160
5

เตรียมรูปถ่าย 2×2 นิ้ว ให้ผ่านมาตรฐานเป๊ะ

สหรัฐฯ เข้มเรื่องรูปถ่ายมาก ต้องพื้นขาว ใบหน้า 50–69% ของภาพ ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน และห้ามใส่แว่น

6

เริ่มกรอก DS-160 ส่วนที่ 1: เปิดใบสมัคร เลือกสถานทูต และข้อมูลส่วนตัว

เริ่มที่ ceac.state.gov/genniv จด Application ID ให้ดี ระบบจะตัดการเชื่อมต่อใน 20 นาที ให้กด Save ทุกหน้าจอ

7

กรอก DS-160 ส่วนที่ 2: ครอบครัว งาน การศึกษา ประวัติเดินทาง

ส่วนนี้กินเวลามากที่สุด เพราะต้องย้อนข้อมูล 5 ปี อย่าประมาณ ให้เปิดเอกสารจริงประกอบ

8

กรอก DS-160 ส่วนสุดท้าย: คำถามความปลอดภัย ตรวจทาน ส่ง และพิมพ์ใบยืนยัน

คำถามความปลอดภัยทุกข้อโดยปกติตอบ No — แต่ต้องอ่านจริง อย่าติ๊กผ่าน แล้วพิมพ์ใบยืนยันที่มีบาร์โค้ดเก็บไว้

3. ชำระเงินและนัดคิว
9

สร้างบัญชีในระบบ ustraveldocs และผูกใบสมัคร DS-160

ustraveldocs.com/th/th คือระบบราชการของสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ใช้สำหรับชำระเงิน นัดสัมภาษณ์ และเลือกจุดรับพาสปอร์ต

10

ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า (MRV) 185 ดอลลาร์

ค่าธรรมเนียมไม่คืนเงิน จ่ายเป็นเงินบาทตามอัตราที่ระบบแจ้ง และต้องจ่ายทุกคนแม้เด็กทารก

11

จองวันสัมภาษณ์ และกรณีต้องเร่งคิว

หลังจ่ายเงินแล้วจึงจองคิวได้ คิวว่างไม่เท่ากันทุกช่วง ให้เลี่ยงฤดูท่องเที่ยวและเลือกวันอังคาร–พฤหัสบดี

4. วันสัมภาษณ์
12

เตรียมเอกสารและซ้อมคำถามสัมภาษณ์

สัมภาษณ์ใช้เวลาแค่ 1–3 นาที คำตอบสั้น ชัด ตรง และสอดคล้องกับ DS-160 คือหัวใจทั้งหมด

13

วันสัมภาษณ์: ขั้นตอนในสถานทูตตั้งแต่วินาทีแรกจนทราบผล

สถานทูตสหรัฐฯ กรุงเทพฯ อยู่ที่ถนนวิทยุ ใกล้ BTS เพลินจิต ขั้นตอนมี 5 ด่าน ใช้เวลารวม 1.5–3 ชั่วโมง

5. หลังสัมภาษณ์
14

หลังสัมภาษณ์: ตรวจสถานะ รับพาสปอร์ตคืน และตรวจสติกเกอร์วีซ่า

หลังผ่าน 3–7 วันทำการพาสปอร์ตจะมาถึง ตรวจทุกตัวอักษรบนสติกเกอร์ ถ้าผิดให้ติดต่อสถานทูตทันที

15

ได้วีซ่าแล้ว: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนบินเข้าสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ ตม. ที่สนามบินเป็นผู้กำหนดว่าอยู่ได้กี่วัน และการอยู่เกินกำหนดมีผลร้ายระยะยาว

16

ถ้าถูกปฏิเสธวีซ่า (214(b)): ทำอย่างไรต่อ

วีซ่าถูกปฏิเสธไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ แต่ยื่นใหม่ได้ การยื่นซ้ำโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนจะจบแบบเดิม

เอกสารที่ต้องเตรียม

★

พาสปอร์ตเล่มปัจจุบัน

ต้องมีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือนนับจากวันเดินทาง และมีหน้าว่างอย่างน้อย 1 หน้า

ขอได้ที่: มีอยู่แล้ว / กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

★

พาสปอร์ตเล่มเก่าทุกเล่ม

ถ้าเคยมีวีซ่าสหรัฐฯ หรือวีซ่าประเทศอื่น ต้องนำไปด้วยเพื่อแสดงประวัติการเดินทาง

ขอได้ที่: เก็บไว้เอง

★

ใบยืนยันการนัดหมาย (Appointment Confirmation)

พิมพ์จากระบบ ustraveldocs

ขอได้ที่: ustraveldocs.com

★

ใบยืนยัน DS-160 (Confirmation Page)

หน้าที่มีบาร์โค้ดและเลข AA00xxxxxx

ขอได้ที่: ceac.state.gov/genniv

★

รูปถ่าย 2×2 นิ้ว พื้นขาว

ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ไม่ใส่แว่นตา

ขอได้ที่: ร้านถ่ายรูป / ทำเอง

★

บัตรประชาชนไทย

ใช้ตรวจตัวตนที่ประตูทางเข้า

ขอได้ที่: มีอยู่แล้ว

★

หนังสือรับรองการทำงาน (Employment Letter)

ระบุตำแหน่ง เงินเดือน วันเริ่มงาน และวันลาที่ได้รับอนุมัติ ถ้าออกเป็นภาษาอังกฤษได้จะดีที่สุด

ขอได้ที่: ฝ่ายบุคคลของบริษัท

★

สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3–6 เดือน

แสดงรายได้ประจำที่สม่ำเสมอ

ขอได้ที่: ระบบเงินเดือนบริษัท

★

Statement ธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน

ขอที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ต้องมีตราประทับ ยอดเงินควรสัมพันธ์กับรายได้จริง

ขอได้ที่: ธนาคารที่ใช้บริการ

○

ใบเสียภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.90/91) ปีล่าสุด

แสดงรายได้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ขอได้ที่: กรมสรรพากร / e-Filing

○

หนังสือรับรองบริษัท / ใบทะเบียนพาณิชย์

สำหรับเจ้าของกิจการ ควรมีงบการเงินและรายการเสียภาษีนิติบุคคลด้วย

ขอได้ที่: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

★

สำเนาทะเบียนบ้าน

แสดงว่าคุณมีที่อยู่ถาวรและสมาชิกครอบครัวในไทย

ขอได้ที่: สำนักงานเขต/ที่ว่าการอำเภอ

○

ทะเบียนสมรส / ใบเกิดบุตร

แสดงความผูกพันกับครอบครัว

ขอได้ที่: สำนักงานเขต

○

โฉนดที่ดิน / ทะเบียนรถ / หนังสือสัญญา

หลักฐานทรัพย์สินในชื่อของคุณ

ขอได้ที่: มีอยู่แล้ว

★

แผนการเดินทาง (วันไป–วันกลับ)

ตารางการเดินทาง เมืองที่จะไป และที่พัก ไม่ต้องซื้อตั๋วจริง

ขอได้ที่: จัดทำเอง

○

การจองโรงแรม / ตั๋วเครื่องบินแบบยกเลิกได้

ช่วยยืนยันว่ามีแผนเดินทางจริง

ขอได้ที่: เว็บไซต์จอง

○

จดหมายเชิญจากญาติ/บริษัทในสหรัฐฯ

ถ้าไปเยี่ยมญาติหรือไปประชุม ควรมีจดหมายระบุความสัมพันธ์และวัตถุประสงค์

ขอได้ที่: ผู้เชิญจัดทำ

★

ใบรับรองประวัติอาชญากรรม

จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับผู้ขอวีซ่าอายุ 16 ปีขึ้นไป

ขอได้ที่: กองทะเบียนประวัติอาชญากรรม

★

ผลตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลที่สถานทูตกำหนด

รวมผลเอกซเรย์ปอดและใบรับรองการฉีดวัคซีน

ขอได้ที่: โรงพยาบาลที่ได้รับอนุมัติ

ดูเช็กลิสต์เอกสารทั้งหมด

คำถามที่พบบ่อยสำหรับวีซ่านี้

ถ้าลืม Application ID และคำตอบ Security Question จะกลับเข้าใบสมัครเดิมไม่ได้ ต้องเริ่มกรอกใหม่ทั้งใบ (ยังไม่ต้องจ่ายเงินซ้ำถ้ายังไม่ได้ผูกกับระบบนัดหมาย) จึงควรจด Application ID ไว้ในมือถือ กระดาษ และส่งเข้าเมลตัวเองทันทีที่ระบบออกให้

ใบสมัครที่บันทึกไว้ (Save) จะถูกลบถ้าไม่มีการแก้ไขภายใน 30 วัน และใบสมัครที่ submit แล้วจะหมดอายุประมาณ 1 ปี นับจากวันที่ submit — ต้องดำเนินการชำระเงินและสัมภาษณ์ภายในกรอบเวลานั้น

ถ้าเป็นข้อมูลเล็กน้อย (เบอร์โทร ที่อยู่) แจ้งแก้กับเจ้าหน้าที่ในวันสัมภาษณ์ได้ ถ้าเป็นข้อมูลสำคัญ (ชื่อสะกดผิด เลขพาสปอร์ตผิด วันเกิดผิด) ควรกรอกใหม่ทั้งใบ และถ้ายังไม่ผูกกับระบบนัดหมายก็สามารถใช้ใบใหม่ได้เลย

ต้องกรอกครับ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นช่องบังคับ ให้ระบุแพลตฟอร์มและ username ที่ใช้ใน 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ต้องใส่รหัสผ่าน และต้องตอบตามจริง ถ้าไม่มีเลยให้เลือก None

ช่องข้อมูลหลักต้องเป็นภาษาอังกฤษ ยกเว้นช่อง "Full Name in Native Alphabet" ที่ให้กรอกชื่อ-นามสกุลภาษาไทยได้

ยื่นใหม่ได้ทันที ไม่มีกำหนดรอขั้นต่ำ แต่ต้องกรอก DS-160 ใหม่และจ่ายค่าธรรมเนียมใหม่ การยื่นซ้ำเร็วเกินไปโดยไม่มีหลักฐานใหม่มักได้ผลลัพธ์เดิม แนะนำให้ใช้เวลา 1–3 เดือนสร้างหลักฐานเพิ่มก่อนยื่นใหม่

การปฏิเสธตามมาตรา 214(b) ไม่ถือเป็นการห้ามเข้าประเทศ และไม่ได้ติดตัวตลอดชีวิต หลายคนที่ถูกปฏิเสธครั้งแรกได้วีซ่าในการยื่นครั้งถัดไปหลังจากมีหลักฐานความผูกพันที่แข็งแรงขึ้น สิ่งที่ติดตัวคือการให้ข้อมูลเท็จหรือการปลอมเอกสารต่างหาก

โดยทั่วไปสถานทูตไม่ให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับกรณี 214(b) เจ้าหน้าที่จะบอกด้วยวาจาและคืนพาสปอร์ตพร้อมเอกสารที่ระบุมาตรา 214(b) ให้คุณวิเคราะห์จุดอ่อนของตัวเองและปรับปรุงก่อนยื่นใหม่

ระบบต้องใช้เวลาประมวลผลการชำระเงิน โดยบัตรเครดิตมักอัปเดตเร็ว ส่วนการโอน/เงินสดอาจใช้เวลา 1–2 วันทำการ ให้กลับเข้าไปเช็คสถานะว่าเปลี่ยนเป็น "ชำระเงินแล้ว" ก่อน ถ้าเกิน 2 วันทำการแล้วยังไม่เปลี่ยน ให้ติดต่อ Call Center ของ ustraveldocs พร้อมหลักฐานการโอน

โดยทั่วไปเลื่อนได้ 1–2 ครั้งผ่านระบบ ustraveldocs ควรเลื่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 2–3 วันทำการ ถ้าไม่ไปตามนัดโดยไม่แจ้ง (No-show) อาจต้องเริ่มกระบวนการใหม่และจ่ายค่าธรรมเนียมใหม่

ได้ในกรณีฉุกเฉินจริง เช่น ญาติสนิทเสียชีวิตหรือป่วยหนัก ต้องเดินทางไปรักษาพยาบาล นักศึกษาเปิดเทอมใกล้ โดยยื่นคำขอทางระบบพร้อมหลักฐานประกอบ การอนุมัติขึ้นกับดุลพินิจของสถานทูต

ที่สถานทูตสหรัฐฯ กรุงเทพฯ (ถนนวิทยุ ใกล้ BTS เพลินจิต) หรือสถานกงสุลสหรัฐฯ เชียงใหม่ ตามที่คุณเลือกตอนเปิด DS-160 และ ustraveldocs — ต้องเลือกให้ตรงกันทั้งสองระบบ

วีซ่าท่องเที่ยว/ธุรกิจ B1/B2, F, J, M, C, D = 185 ดอลลาร์ ส่วนกลุ่ม H, L, O, P, Q, R = 205 ดอลลาร์ ค่าธรรมเนียมนี้ไม่สามารถขอคืนได้ ไม่ว่าจะได้วีซ่าหรือไม่ และใช้ได้กับใบสมัครเพียงครั้งเดียว

ในประเทศไทยสามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิต/เดบิต, การโอนเงินผ่านธนาคาร (EFT/Bill Payment) หรือเงินสดที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยาตามที่ระบบแสดง ช่องทางอาจเปลี่ยนแปลง ให้ยึดตามที่หน้าเว็บ ustraveldocs แสดงในขณะที่คุณชำระเงิน

ต้องจ่ายครับ ทุกคนที่ยื่นคำขอวีซ่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียม MRV เต็มจำนวน รวมถึงทารกและเด็กเล็ก

เป็นโครงการนำร่อง (Paid Expedite) สำหรับผู้ขอวีซ่า B1/B2 ที่ต้องการสัมภาษณ์ภายใน 10 วันทำการ โดยจ่ายเพิ่มจากค่า MRV 185 ดอลลาร์ เปิดให้ใช้เฉพาะบางสถานทูตและมีจำนวนจำกัด ถ้าไม่เห็นตัวเลือกนี้ในระบบ แปลว่าขณะนั้นยังไม่เปิดให้ใช้หรือที่นั่งเต็ม

ขนาด 2×2 นิ้ว (5×5 ซม.) พื้นหลังสีขาว ใบหน้าคิดเป็น 50–69% ของความสูงภาพ ถ่ายภายใน 6 เดือน ห้ามใส่แว่นตา ไฟล์ดิจิทัลต้องเป็น JPEG ไม่เกิน 240 KB

ได้ ถ้าถ่ายในที่แสงสว่างสม่ำเสมอ พื้นหลังขาวสะอาด ไม่มีเงา และตรวจผ่านเว็บราชการ tsg.phototool.state.gov แล้ว แต่ถ้าไม่มั่นใจ การไปร้านถ่ายรูปจะปลอดภัยกว่า

ต้องนำไปครับ อย่างน้อย 1–2 รูป แม้จะอัปโหลดใน DS-160 แล้ว เพราะสถานทูตอาจขอรูปเพื่อสแกนใหม่

ไม่ได้ครับ ห้ามนำโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต สมาร์ทวอทช์ กล้อง หูฟัง อาหาร และของเหลวเข้าสถานทูต ให้ฝากไว้กับคนที่ไปด้วย หรือใช้บริการรับฝากของใกล้สถานทูต (ประมาณ 50–150 บาทต่อชิ้น)

โดยทั่วไป 1–3 นาที แต่ใช้เวลารอคิวและผ่านด่านต่าง ๆ รวมประมาณ 1.5–3 ชั่วโมง ควรเผื่อเวลาไว้ทั้งครึ่งวัน

เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่พูดไทยได้และจะถามตามภาษาที่คุณถนัด แต่ควรเข้าใจคำถามภาษาอังกฤษพื้นฐานไว้ด้วย ถ้าฟังไม่ทันสามารถขอให้พูดซ้ำได้อย่างสุภาพ

ไม่ต้องครับ ให้ตอบคำถามก่อน แล้วยื่นเอกสารเมื่อเจ้าหน้าที่ขอ การยื่นกองเอกสารทันทีอาจทำให้ดูเหมือนเตรียมสคริปต์มา และเจ้าหน้าที่จะดูเอกสารเฉพาะที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ

ทราบผลด้วยวาจาในวันสัมภาษณ์เลย ถ้าผ่าน เจ้าหน้าที่จะยึดพาสปอร์ตไว้และส่งคืนพร้อมวีซ่าภายใน 3–7 วันทำการ ผ่าน DHL eCommerce ส่วนสถานะอย่างเป็นทางการดูได้ที่ ceac.state.gov

ไม่ใช่ครับ ตัววีซ่ามีอายุ 10 ปีและเข้าออกได้หลายครั้ง แต่ระยะเวลาที่อยู่ได้ในแต่ละครั้งเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยปกติไม่เกิน 6 เดือน และดูได้จากวันที่ "Admit Until" ในระบบ I-94

ไม่ต้องครับ ระบบ EVUS ใช้กับผู้ถือพาสปอร์ตจีนเท่านั้น ผู้ถือพาสปอร์ตไทยไม่ต้องลงทะเบียน EVUS และไม่ต้องจ่ายเงินให้เว็บใดที่อ้างว่าต้องทำ

แจ้งความที่สถานีตำรวจ แล้วขอพาสปอร์ตเล่มใหม่ที่กรมการกงสุล จากนั้นต้องยื่นขอวีซ่าใหม่ (ต้องสัมภาษณ์ใหม่) วีซ่าเดิมไม่สามารถโอนไปเล่มใหม่ได้ แนะนำให้ถ่ายรูปสติกเกอร์วีซ่าและหน้าพาสปอร์ตเก็บไว้เสมอ

ต้องขอทุกคนครับ ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในโครงการยกเว้นวีซ่า (Visa Waiver Program) จึงไม่สามารถใช้ระบบ ESTA ได้ ผู้ที่ถือหนังสือเดินทางไทยทุกคนต้องยื่นคำขอวีซ่าและเข้าสัมภาษณ์ (เว้นแต่เข้าเกณฑ์ยกเว้นการสัมภาษณ์ตามที่ระบบแจ้ง)

ลำดับที่ถูกต้องคือ: (1) เลือกประเภทวีซ่าให้ตรงกับจุดประสงค์ (2) เตรียมข้อมูลให้ครบ (3) กรอก DS-160 (4) สร้างบัญชี ustraveldocs (5) ชำระเงิน MRV (6) จองคิว (7) ไปสัมภาษณ์ (8) รับพาสปอร์ตคืน

โดยรวมประมาณ 1–4 เดือน ขึ้นอยู่กับคิวว่างของสถานทูต ช่วงที่คิวยาวคือ พฤษภาคม–สิงหาคม และ พฤศจิกายน–มกราคม แนะนำให้เริ่มล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนวันเดินทาง

ผ่านได้ แต่ต้องชดเชยด้วยหลักฐานด้านอื่นที่แข็งแรง เช่น งานมั่นคง รายได้ดี ครอบครัวและทรัพย์สินในไทย บางคนเลือกเดินทางไปประเทศที่ขอวีซ่าง่ายก่อน (ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์) แล้วกลับมาตรงเวลา เพื่อสร้างประวัติการเดินทาง