ขั้นตอนการขอ I-20
- เลือกสถานศึกษาที่ได้รับการรับรองจาก SEVP — ตรวจสอบได้ที่ studyinthestates.dhs.gov/school-search โรงเรียนที่ไม่อยู่ในระบบนี้จะออก I-20 ไม่ได้
- ยื่นใบสมัครเรียน พร้อมเอกสาร: transcript, ผล IELTS/TOEFL, ผล SAT/GRE/GMAT (แล้วแต่หลักสูตร), จดหมายแนะนำ, Statement of Purpose, ค่าสมัคร
- ได้รับการตอบรับ (Acceptance Letter) และอาจต้องจ่ายค่ามัดจำ (Enrollment Deposit)
- ยื่นหลักฐานการเงินต่อโรงเรียน เพื่อขอ I-20 — โรงเรียนต้องมั่นใจว่าคุณมีเงินพอตลอดหลักสูตร (โดยทั่วไป 1 ปีแรก)
- รับเอกสาร I-20 (ปัจจุบันมักส่งเป็นอิเล็กทรอนิกส์) พร้อม SEVIS ID ที่ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยตัวเลข 10 หลัก
- ตรวจสอบ I-20 ให้ละเอียด ชื่อ-นามสกุล วันเกิด สัญชาติ ชื่อโรงเรียน หลักสูตร วันเริ่ม–จบ และประมาณการค่าใช้จ่าย
หลักฐานการเงินที่โรงเรียนและสถานทูตยอมรับ
- Statement ธนาคารในชื่อผู้สมัครหรือผู้สนับสนุน (Sponsor) — ต้องเห็นยอดเงินเพียงพอสำหรับ 1 ปีการศึกษา
- หนังสือรับรองการทำงานและรายได้ของผู้สนับสนุน
- จดหมายรับรองการสนับสนุน (Affidavit of Support / Sponsor Letter) พร้อมลายเซ็น
- หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครกับผู้สนับสนุน (ทะเบียนบ้าน ใบเกิด)
- หลักฐานทุนการศึกษา (ถ้ามี) — ระบุจำนวนและระยะเวลา
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ F-1 ถูกปฏิเสธบ่อย:
- เงินในบัญชีเพิ่งฝากก้อนใหญ่ไม่กี่วันก่อนยื่น — เจ้าหน้าที่จะสงสัยว่าเป็นการยืมมาโชว์
- I-20 ระบุวันเริ่มเรียน แต่ผู้สมัครยังไม่แน่ใจว่าจะไปจริง
- ตอบไม่ได้ว่าจบแล้วจะทำอะไร และจะกลับไทยทำไม
- เลือกหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับพื้นเพการศึกษาเดิม เช่น จบวิศวะแต่ไปเรียนทำอาหาร โดยอธิบายเหตุผลไม่ได้
สำคัญเรื่องเวลา: สถานทูตไม่สามารถออกวีซ่า F-1 เร็วกว่า 120 วันก่อนวันเริ่มเรียนใน I-20 (แต่ยื่นคำขอและสัมภาษณ์ได้) และคุณเข้าสหรัฐฯ ได้ไม่เร็วเกิน 30 วันก่อนวันเริ่มเรียน วางแผนเวลาให้ดี